คำถามแรกที่เราได้ยินบ่อยที่สุดเวลาคุยกับเจ้าของธุรกิจคือ "ทำวิดีโอหนึ่งตัวราคาเท่าไหร่" ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยากพอ ๆ กับถามว่า "สร้างบ้านหนึ่งหลังใช้เงินเท่าไหร่" เพราะบ้านหนึ่งหลังอาจเป็นทาวน์โฮมหรือบ้านเดี่ยวสองชั้นก็ได้ วิดีโอก็เช่นกัน
แต่สิ่งที่ตอบได้ชัดเจนกว่า และมีประโยชน์กับคุณมากกว่า คือ "เงินก้อนหนึ่งที่จ่ายไป ถูกแบ่งไปทำอะไรบ้าง" เพราะเมื่อคุณเข้าใจโครงสร้างต้นทุน คุณจะอ่านใบเสนอราคาเป็น รู้ว่าตรงไหนตัดได้ ตรงไหนตัดแล้วงานพัง และคุยกับทีมโปรดักชันได้อย่างคนที่รู้เรื่อง
บทความนี้เราจะแจกแจงโครงสร้างงบทำวิดีโอโฆษณาทีละก้อน อะไรทำให้ราคาขยับขึ้นลง และถ้างบจำกัดควรเทน้ำหนักไปที่ไหนก่อน
ทำไมคำถามว่า "ราคาเท่าไหร่" ถึงตอบทันทีไม่ได้
ราคาของวิดีโอไม่ได้ผูกกับ "ความยาว" อย่างที่หลายคนเข้าใจ วิดีโอ 30 วินาทีอาจแพงกว่าวิดีโอ 3 นาทีได้สบาย ๆ ถ้าต้องถ่ายหลายโลเคชัน ใช้นักแสดงหลายคน และมี 3D Animation แทรก ในขณะที่คลิป 3 นาทีอาจเป็นการสัมภาษณ์ผู้บริหารในออฟฟิศที่ถ่ายจบในครึ่งวัน
สิ่งที่กำหนดราคาจริง ๆ คือจำนวนวันถ่าย จำนวนคน ปริมาณงานหลังถ่าย และความยากของแต่ละอย่าง ราคาจึงผูกกับทรัพยากรที่ต้องใส่ลงไป ไม่ใช่ผูกกับไฟล์ที่ได้ออกมา เวลาทีมโปรดักชันขอคุยรายละเอียดก่อนเสนอราคา จึงไม่ใช่การถ่วงเวลา แต่คือการประเมินว่างานนี้ต้องใช้อะไรบ้าง
แจกแจงโครงสร้างงบ: เงินก้อนหนึ่งถูกแบ่งไปไหนบ้าง
ลองนึกภาพงบทั้งหมดเป็นเค้กหนึ่งก้อน แล้วเราตัดมันออกเป็นชิ้น ๆ ตามนี้
1. Pre-Production (งานคิดและวางแผน)
ก้อนนี้คือค่าสมองล้วน ๆ ประกอบด้วยการรับบรีฟ วิเคราะห์โจทย์ คิดคอนเซปต์ เขียนสคริปต์ ทำ Storyboard วางแผนการถ่าย ประสานงานสถานที่ และคัดเลือกนักแสดง เป็นก้อนที่มองไม่เห็นผลลัพธ์เป็นภาพเคลื่อนไหว จึงถูกขอตัดบ่อยที่สุด และเป็นก้อนที่ตัดแล้วเจ็บที่สุดเช่นกัน เพราะสิ่งที่ประหยัดตรงนี้มักกลายเป็นค่าถ่ายซ่อมหรือค่าแก้งานในภายหลัง
2. ทีมงานหน้ากอง
ผู้กำกับ ตากล้อง ทีมไฟ ทีมเสียง อาร์ตไดเรกเตอร์ ช่างแต่งหน้า สไตลิสต์ โปรดิวเซอร์ และผู้ช่วยกอง จำนวนคนขึ้นกับสเกลงานโดยตรง งานสัมภาษณ์เรียบ ๆ อาจใช้ทีมไม่กี่คน ส่วนงานโฆษณาที่มีนักแสดงและฉากจัดเต็มต้องใช้ทีมใหญ่กว่ามาก
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้คิดเป็นราย "วันถ่าย" เสมอ การลดวันถ่ายลงหนึ่งวันจึงเป็นการลดต้นทุนก้อนใหญ่ทันที ซึ่งทำได้ก็ต่อเมื่อวางแผนมาดีเท่านั้น
3. อุปกรณ์และเทคนิค
กล้อง เลนส์ ชุดไฟ Gimbal ราง Slider เครน โดรน อุปกรณ์บันทึกเสียง และเครื่องปั่นไฟ ราคาส่วนนี้ขึ้นกับระดับของภาพที่ต้องการ ยิ่งอยากได้ภาพที่มีมิติ มีการเคลื่อนไหวสวย ๆ หรือถ่ายมุมสูง ก็ยิ่งต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางมากขึ้น ส่วนงานโดรนมีต้นทุนแยกของตัวเอง เพราะมีทั้งเรื่องนักบิน การขออนุญาตพื้นที่ และเงื่อนไขความปลอดภัย
4. สถานที่ นักแสดง และพร็อพ
ค่าเช่าสตูดิโอหรือโลเคชัน ค่าขออนุญาตถ่ายทำ ค่าตัวนักแสดงและนายแบบนางแบบ ค่าเสื้อผ้า ค่าพร็อพ ค่าฉาก และค่าอาหารทีมงาน
จุดที่หลายคนมองข้ามคือค่าลิขสิทธิ์การใช้ภาพนักแสดง ซึ่งคิดตามระยะเวลาและช่องทางที่จะนำไปใช้ วิดีโอสำหรับงานอีเวนต์กับวิดีโอที่จะยิงแอดยาว ๆ มีต้นทุนส่วนนี้ต่างกันมาก ควรตกลงให้ชัดตั้งแต่ต้น
5. Post-Production (งานหลังถ่าย)
ตัดต่อ ปรับสี ทำกราฟิกและตัวอักษร ทำ Motion Graphic หรือ Animation ผสมเสียง และ Export ไฟล์หลายเวอร์ชันสำหรับแต่ละแพลตฟอร์ม
ก้อนนี้บวมง่ายที่สุดเมื่อกระบวนการต้นน้ำไม่ชัด เพราะการแก้งานหนึ่งรอบหมายถึงเวลาคนทำงานที่เพิ่มขึ้นจริง ยิ่งงานที่มี Animation หรือ 3D ยิ่งอ่อนไหว เพราะการแก้โครงสร้างหลังเรนเดอร์ไปแล้วแทบเท่ากับทำใหม่
6. เพลง เสียง และลิขสิทธิ์
เพลงประกอบ เสียงเอฟเฟกต์ เสียงบรรยาย และค่าลิขสิทธิ์ มีตั้งแต่การซื้อจากคลังเพลงที่มีสัญญาอนุญาตชัดเจน ไปจนถึงการแต่งเพลงขึ้นใหม่เฉพาะแบรนด์ ส่วนนี้ไม่ควรประหยัดด้วยการหยิบเพลงมาใช้เอง เพราะการถูกแจ้งลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์อาจทำให้คลิปที่ลงทุนไปทั้งเรื่องถูกปิดการมองเห็นในวันที่คุณต้องการมันที่สุด
7. งบสื่อ (Media Budget)
ก้อนสุดท้ายที่แยกออกจากค่าผลิตโดยสิ้นเชิง คือเงินที่ใช้ยิงโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ วิดีโอที่ดีแต่ไม่มีคนเห็น ก็เหมือนเปิดร้านสวยในซอยที่ไม่มีคนเดินผ่าน คำแนะนำของเราคืออย่าทุ่มงบทั้งหมดไปที่การผลิตจนไม่เหลืองบดัน ควรกันสัดส่วนหนึ่งไว้ตั้งแต่ตอนตั้งงบ ไม่ใช่ค่อยไปหาเพิ่มทีหลัง
อะไรทำให้ราคาขยับขึ้นหรือลง
ปัจจัยที่มีผลต่อราคามากที่สุด เรียงตามน้ำหนักที่เราเจอบ่อย มีดังนี้
- จำนวนวันถ่ายและจำนวนโลเคชัน ทุกครั้งที่ย้ายกอง คือเวลาที่หายไปและค่าขนย้ายที่เพิ่มขึ้น
- จำนวนนักแสดงและความซับซ้อนของฉาก ยิ่งคนเยอะ ยิ่งต้องใช้เวลาจัดการหน้ากองมากขึ้น
- ปริมาณงาน Animation และ VFX เป็นงานที่ใช้เวลาคนต่อวินาทีสูงกว่างานถ่ายจริงมาก
- จำนวนเวอร์ชันปลายทาง ตัดหนึ่งเรื่อง กับตัดแล้วทำต่อทั้งแนวตั้ง ฉบับสั้น และฉบับซับไตเติล คือปริมาณงานคนละระดับ
- ระยะเวลาและขอบเขตการใช้งาน สิทธิ์การใช้ภาพ เสียง และนักแสดง ล้วนผูกกับเงื่อนไขนี้
- ความเร่งของกำหนดส่ง งานที่ต้องอัดคิวทีมงานและตัดต่อข้ามคืน มีต้นทุนแฝงเสมอ
เมื่องบจำกัด ควรจัดลำดับความสำคัญอย่างไร
งบจำกัดไม่ใช่ปัญหา การใช้งบแบบเกลี่ยเท่ากันทุกก้อนต่างหากที่เป็นปัญหา สิ่งที่เราแนะนำเสมอคือ
อย่างแรก รักษา Pre-production ไว้ก่อน ต่อให้ลดสเกลการถ่ายลง แต่ถ้าโจทย์ชัด สคริปต์แน่น และแผนถ่ายรัดกุม งานเล็กก็ออกมาดูดีได้ ตรงข้ามกับงานที่ทุ่มค่าอุปกรณ์แต่ไม่รู้จะเล่าอะไร
อย่างที่สอง ลดจำนวนงาน ไม่ใช่ลดคุณภาพงาน แทนที่จะทำวิดีโอหลายตัวแบบเร่ง ๆ ให้เลือกทำไม่กี่ตัวที่ดีจริง แล้วนำฟุตเทจไปตัดย่อยเป็นคลิปสั้นหลายชิ้น การวางแผนถ่ายครั้งเดียวให้ได้ของใช้ได้หลายชิ้น คือวิธีประหยัดที่ได้ผลที่สุด
อย่างที่สาม เลือกวิธีเล่าที่เหมาะกับงบ ถ้างบไม่พอสำหรับการจัดฉากใหญ่ การเล่าผ่านบทสัมภาษณ์จริง ภาพเบื้องหลังการทำงาน หรือ Motion Graphic ที่ออกแบบดี ๆ ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือไม่แพ้กัน
อย่างที่สี่ กันงบสื่อไว้เสมอ วิดีโอระดับกลางที่มีงบดันให้กลุ่มเป้าหมายเห็น มักสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากกว่าวิดีโอสวยมากที่ปล่อยทิ้งไว้บนเพจ
เตรียมตัวอย่างไรก่อนขอใบเสนอราคา
ถ้าอยากได้ใบเสนอราคาที่แม่นและเทียบกันได้ ลองตอบคำถามเหล่านี้ก่อน วิดีโอนี้ทำเพื่ออะไร ใช้ที่ช่องทางไหน ใช้นานแค่ไหน กลุ่มเป้าหมายคือใคร กำหนดส่งเมื่อไหร่ และบริษัทมีทรัพยากรอะไรอยู่แล้วบ้าง เช่น สถานที่ พนักงานที่ยินดีออกกล้อง หรือฟุตเทจเก่าที่ใช้ต่อได้
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ทีมโปรดักชันออกแบบงบให้ตรงเป้าหมาย แทนที่จะเสนอแพ็กเกจกลาง ๆ ที่อาจแพงเกินจำเป็นหรือน้อยเกินกว่าจะได้ผล
คุยกับเราก่อนตั้งงบได้เลย
ที่ AkiraConzept เราเชื่อว่าลูกค้าที่เข้าใจโครงสร้างต้นทุน คือลูกค้าที่ได้งานตรงใจที่สุด เพราะเราตัดสินใจร่วมกันได้ว่าควรลงน้ำหนักตรงไหน และตัดอะไรออกได้โดยไม่กระทบผลลัพธ์
ถ้าคุณกำลังตั้งงบสำหรับวิดีโอตัวถัดไป หรือมีตัวเลขในใจแต่ไม่แน่ใจว่าทำอะไรได้บ้าง ทักมาคุยกับเราได้ เราให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี ช่วยประเมินว่าโจทย์ของคุณเหมาะกับรูปแบบไหน และควรจัดสรรงบอย่างไรให้คุ้มที่สุด
ติดต่อเราได้ที่ studio@akiraconzept.com โทร 098 936 9199 หรือ LINE: @akiraconzept