เวลาคนนึกถึงการถ่ายวิดีโอ ภาพที่ลอยขึ้นมามักเป็นกองถ่าย ไฟสว่าง กล้องบนขาตั้ง และเสียงสั่ง "แอ็กชัน" แต่ในความเป็นจริง วันถ่ายคือช่วงที่สั้นที่สุดของทั้งโปรเจกต์ และเป็นวันที่แทบไม่มีการตัดสินใจใหม่เกิดขึ้นเลย ถ้างานนั้นเตรียมมาดี
งานที่บานปลาย เกินงบ ส่งช้า หรือได้ผลลัพธ์ไม่ตรงกับที่คุยกันไว้ ส่วนใหญ่ไม่ได้พังตอนถ่าย แต่พังตั้งแต่ก่อนหยิบกล้องขึ้นมา เพราะไม่มีใครตกลงกันให้ชัดว่าวิดีโอนี้ทำไปเพื่ออะไร จะเล่าอย่างไร และหน้ากองจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
บทความนี้เราจะเปิดเบื้องหลังกระบวนการ Pre-Production ทั้ง 5 ขั้นตอนที่ทีมโปรดักชันทำกันจริง ๆ เพื่อให้คุณในฐานะเจ้าของแบรนด์รู้ว่าควรคาดหวังอะไร ควรเตรียมอะไร และควรระวังตรงไหน
Pre-Production คืออะไร และทำไมถึงเรียกว่าหัวใจ
Pre-Production คือทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนวันถ่ายจริง ตั้งแต่การทำความเข้าใจโจทย์ไปจนถึงการพิมพ์ตารางถ่ายแจกทีมงาน มันคือช่วงที่ต้นทุนของการ "เปลี่ยนใจ" ถูกที่สุด
ลองคิดแบบนี้ การเปลี่ยนไอเดียตอนอยู่ในเอกสารใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง การเปลี่ยนไอเดียตอนอยู่หน้ากองหมายถึงทีมงานทั้งกองรอ ค่าเช่าสถานที่เดินต่อ และคิวนักแสดงที่หมดลงเรื่อย ๆ ส่วนการเปลี่ยนไอเดียตอนตัดต่อเสร็จแล้ว มักแปลว่าต้องถ่ายใหม่ Pre-Production จึงไม่ใช่ขั้นตอนที่ยังไม่เริ่มทำงาน แต่เป็นขั้นตอนที่งานส่วนใหญ่ถูกตัดสินไปแล้ว
5 ขั้นตอนก่อนกล้องเริ่มหมุน
ขั้นที่ 1: Brief & Objective — ตกลงให้ชัดว่าทำไปเพื่ออะไร
ขั้นแรกไม่ใช่การคิดไอเดีย แต่คือการหาคำตอบว่าวิดีโอนี้ต้องไปทำหน้าที่อะไรให้ธุรกิจ สิ่งที่เราถามเสมอคือ
- เป้าหมายจริง ๆ คืออะไร สร้างการรับรู้ อธิบายสินค้า ปิดการขาย หรือสร้างความน่าเชื่อถือให้องค์กร
- กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร เขารู้จักแบรนด์คุณอยู่แล้วหรือยัง
- จะเอาไปใช้ที่ไหน หน้าเว็บ ยิงแอด เปิดในงานอีเวนต์ หรือส่งให้ทีมขาย
- อะไรคือสิ่งที่ถ้าคนดูจำไม่ได้ ถือว่างานนี้ล้มเหลว
คำตอบเหล่านี้กลายเป็นไม้บรรทัดที่ใช้ตัดสินทุกเรื่องหลังจากนั้น เวลามีคำถามว่าควรใส่ฉากนี้ไหม ควรยาวเท่าไหร่ ควรใช้โทนแบบไหน เราไม่ต้องเถียงกันด้วยความชอบส่วนตัว แต่กลับมาถามว่าอันไหนพาเราไปถึงเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ สัญญาณอันตรายของขั้นนี้คือบรีฟที่บอกแค่ "อยากได้วิดีโอสวย ๆ ดูพรีเมียม" ซึ่งฟังดูเหมือนโจทย์ แต่วัดผลไม่ได้เลย
ขั้นที่ 2: Concept & Creative — หาวิธีเล่าที่ใช่
เมื่อโจทย์ชัด ทีมครีเอทีฟจะเริ่มหาว่าจะเล่าเรื่องนี้อย่างไรให้คนดูอยู่จนจบ ขั้นนี้คือการเสนอแนวทาง ซึ่งรวมถึงอารมณ์ของงาน จังหวะการเล่า มุมมองที่ใช้ และโทนภาพโดยรวม
โดยทั่วไปเราจะเสนอมากกว่าหนึ่งแนวทาง พร้อมภาพอ้างอิงหรือ Mood Board เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน เพราะคำว่า "ดูอบอุ่น" ในหัวของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย จุดสำคัญคือควรเลือกแนวทางให้จบในขั้นนี้ เพราะการเปลี่ยนคอนเซปต์หลังเขียนสคริปต์ไปแล้ว เท่ากับต้องรื้อทุกอย่างที่ต่อยอดจากมัน
ขั้นที่ 3: Script & Storyboard — แปลงไอเดียให้เป็นสิ่งที่ถ่ายได้
สคริปต์คือการเขียนออกมาว่าจะพูดอะไร ลำดับไหน และแต่ละช่วงกินเวลาเท่าไหร่ ส่วน Storyboard คือการวาดให้เห็นว่าแต่ละช็อตหน้าตาอย่างไร บางงานใช้ Shot List แทน Storyboard เต็มรูปแบบ ขึ้นกับความซับซ้อน
ประโยชน์ของขั้นนี้มีสองชั้น ชั้นแรกคือทำให้คุณเห็นงานล่วงหน้าและแก้ได้ตั้งแต่ยังไม่เสียเงินถ่าย ชั้นที่สองคือทำให้ทีมงานทุกคน ตั้งแต่ตากล้องถึงคนทำกราฟิก ทำงานจากภาพเดียวกัน นี่คือจุดที่คุณควรอ่านละเอียดและให้ความเห็นให้ครบ เพราะการแก้หนึ่งบรรทัดในสคริปต์ใช้เวลาไม่กี่นาที แต่การแก้หนึ่งช็อตหลังถ่ายเสร็จ หมายถึงการนัดทีมกลับมาใหม่ทั้งหมด
ขั้นที่ 4: Recce & Casting — ไปดูของจริงและเลือกคนจริง
Recce คือการไปสำรวจสถานที่จริงก่อนวันถ่าย เพื่อดูว่าแสงเข้าทางไหนช่วงเวลาไหน มีเสียงรบกวนจากถนนหรือระบบปรับอากาศไหม ปลั๊กไฟอยู่ตรงไหน ขนของเข้าทางไหน และมีข้อจำกัดเรื่องเวลาหรือการขออนุญาตอะไรบ้าง
หลายปัญหาที่ทำให้กองถ่ายเสียเวลาเป็นชั่วโมง เป็นเรื่องเล็กมากที่รู้ล่วงหน้าแล้วแก้ได้ง่าย เช่น ลิฟต์ขนของใช้ได้เฉพาะบางช่วงเวลา หรือห้องประชุมที่เลือกไว้มีเสียงสะท้อนจนอัดเสียงสัมภาษณ์ไม่ได้
ส่วน Casting คือการคัดเลือกคนที่จะปรากฏบนจอ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงมืออาชีพหรือพนักงานจริงของบริษัทคุณ สิ่งที่ต้องดูไม่ใช่แค่หน้าตา แต่รวมถึงบุคลิกที่ตรงกับแบรนด์ ความเป็นธรรมชาติหน้ากล้อง และการสื่อสารตามบทที่วางไว้ และควรตกลงเรื่องสิทธิ์การใช้ภาพให้ชัดตั้งแต่ขั้นนี้ ทั้งระยะเวลาและช่องทางที่จะเผยแพร่
ขั้นที่ 5: Shooting Schedule & Call Sheet — วางแผนนาทีต่อนาที
ขั้นสุดท้ายคือการแปลงทุกอย่างเป็นตารางปฏิบัติการ Shooting Schedule บอกว่าวันถ่ายจะเรียงลำดับช็อตอย่างไร ซึ่งมักไม่เรียงตามลำดับในวิดีโอ แต่เรียงตามความสะดวกของการจัดไฟและการย้ายกล้อง เพื่อประหยัดเวลาให้มากที่สุด
Call Sheet คือเอกสารที่ส่งให้ทุกคนก่อนวันถ่าย ระบุว่าใครต้องมากี่โมง ที่ไหน ใส่เสื้อผ้าอะไร ต้องเตรียมอะไรมา เบอร์ติดต่อฉุกเฉินคือใคร และแผนสำรองถ้าฝนตกคืออะไร
เอกสารนี้ดูเหมือนงานธุรการ แต่มันคือสิ่งที่ทำให้ทีมทั้งกองเดินไปทางเดียวกันโดยไม่ต้องถามกันซ้ำทั้งวัน และเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าทีมโปรดักชันที่คุณเลือกทำงานเป็นระบบแค่ไหน
ทำไมงานที่ข้ามขั้นนี้ถึงมักบานปลาย
จากประสบการณ์ของเรา ปัญหาที่เกิดจากการลัดขั้นตอนนี้มักออกมาในรูปแบบซ้ำ ๆ ดังนี้
- ถ่ายมาแล้วใช้ไม่ได้ เพราะไม่ได้คิดตั้งแต่แรกว่าต้องมีเวอร์ชันแนวตั้งด้วย ทำให้เฟรมที่ถ่ายมาครอบไม่ได้
- แก้งานไม่จบ เพราะไม่มีสคริปต์ที่อนุมัติร่วมกันไว้ ทุกรอบรีวิวจึงกลายเป็นการคิดใหม่
- วันถ่ายยืดออกไป เพราะไม่ได้ไปดูสถานที่ล่วงหน้า ต้องมาแก้ปัญหาหน้างานทีละเรื่อง
- ต้นทุนงอก ค่าล่วงเวลา ค่าถ่ายซ่อม ค่าเช่าอุปกรณ์เพิ่ม ล้วนเกิดจากสิ่งที่ไม่ได้วางแผน
- ผลลัพธ์ไม่ตรงเป้า วิดีโอออกมาสวย แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ธุรกิจ เพราะไม่เคยตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าโจทย์คืออะไร
สังเกตว่าทุกข้อมีต้นตอเดียวกัน คือการตัดสินใจที่ถูกเลื่อนออกไปจนถึงจุดที่แก้แล้วแพง
เช็กลิสต์ก่อนอนุมัติให้เริ่มถ่าย
ก่อนบอกทีมว่า "เริ่มถ่ายได้" ลองเช็กว่าคุณมีสิ่งเหล่านี้ครบหรือยัง
- เป้าหมายและกลุ่มเป้าหมายที่เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือได้
- แนวทางครีเอทีฟที่ทุกฝ่ายที่มีอำนาจตัดสินใจเห็นชอบร่วมกันแล้ว
- สคริปต์ฉบับอนุมัติ พร้อม Storyboard หรือ Shot List
- ข้อมูลสถานที่ที่ผ่านการสำรวจ และคนหน้ากล้องที่ยืนยันคิวแล้ว
- ตารางถ่ายและ Call Sheet ที่ส่งถึงมือทุกคน
- ความชัดเจนเรื่องเวอร์ชันปลายทาง ว่าต้องส่งมอบกี่ไฟล์ สัดส่วนไหนบ้าง
ถ้ามีข้อไหนที่ยังตอบไม่ได้ นั่นคือจุดที่ควรใช้เวลาเพิ่มอีกนิด ก่อนที่มันจะกลายเป็นค่าใช้จ่าย
อยากให้งานถัดไปราบรื่นตั้งแต่ต้น ปรึกษาเราได้
ที่ AkiraConzept เราให้ความสำคัญกับช่วงก่อนกล้องเริ่มหมุนไม่แพ้ช่วงถ่ายจริง เพราะงานที่วางแผนมาดีใช้เวลาถ่ายน้อยลง แก้งานน้อยลง และได้ผลลัพธ์ตรงกับสิ่งที่ตกลงกันไว้มากกว่า
ถ้าคุณมีโปรเจกต์วิดีโอในหัวแต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มวางโจทย์อย่างไร หรือเคยเจองานบานปลายมาก่อนและไม่อยากให้เกิดซ้ำ ทักมาคุยกับเราได้ เรายินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี ช่วยตั้งโจทย์และประเมินขอบเขตงานก่อนตัดสินใจ
ติดต่อเราได้ที่ studio@akiraconzept.com โทร 098 936 9199 หรือ LINE: @akiraconzept